Important Information

This website is managed by Ultima Markets’ international entities, and it’s important to emphasise that they are not subject to regulation by the FCA in the UK. Therefore, you must understand that you will not have the FCA’s protection when investing through this website – for example:

  • You will not be guaranteed Negative Balance Protection
  • You will not be protected by FCA’s leverage restrictions
  • You will not have the right to settle disputes via the Financial Ombudsman Service (FOS)
  • You will not be protected by Financial Services Compensation Scheme (FSCS)
  • Any monies deposited will not be afforded the protection required under the FCA Client Assets Sourcebook. The level of protection for your funds will be determined by the regulations of the relevant local regulator.

Note: UK clients are kindly invited to visit https://www.ultima-markets.co.uk/. Ultima Markets UK expects to begin onboarding UK clients in accordance with FCA regulatory requirements in 2026.

If you would like to proceed and visit this website, you acknowledge and confirm the following:

  • 1.The website is owned by Ultima Markets’ international entities and not by Ultima Markets UK Ltd, which is regulated by the FCA.
  • 2.Ultima Markets Limited, or any of the Ultima Markets international entities, are neither based in the UK nor licensed by the FCA.
  • 3.You are accessing the website at your own initiative and have not been solicited by Ultima Markets Limited in any way.
  • 4.Investing through this website does not grant you the protections provided by the FCA.
  • 5.Should you choose to invest through this website or with any of the international Ultima Markets entities, you will be subject to the rules and regulations of the relevant international regulatory authorities, not the FCA.

Ultima Markets wants to make it clear that we are duly licensed and authorised to offer the services and financial derivative products listed on our website. Individuals accessing this website and registering a trading account do so entirely of their own volition and without prior solicitation.

By confirming your decision to proceed with entering the website, you hereby affirm that this decision was solely initiated by you, and no solicitation has been made by any Ultima Markets entity.

I confirm my intention to proceed and enter this website Please direct me to the website operated by Ultima Markets , regulated by the FCA in the United Kingdom
Roll Arrow

ควรตั้ง Stop-Loss ที่จุดใด และกฎ 1% คืออะไร? [คู่มือบริหารความเสี่ยงขั้นสูงสุด]

Ultima Markets Silver & Gold Trading Icon
Buy: 0.00
Sell: 0.00%

สรุป:

  • การบริหารความเสี่ยงในการเทรด หมายถึงกระบวนการระบุ ประเม […]

ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการเทรด

การบริหารความเสี่ยงมักถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ แม้แต่กลยุทธ์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดก็สามารถล้มเหลวได้หากไม่มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเพียงพอ นี่คือเหตุผลที่การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญ:

  • การรักษาเงินทุน (Preservation of Capital): ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถอยู่รอดในช่วงที่เกิดการขาดทุน และอยู่ในตลาดได้นานพอที่จะคว้าโอกาสทำกำไรเมื่อมาถึง
  • การลดความเครียดทางอารมณ์ (Reduction of Emotional Stress): การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมช่วยลดความวิตกกังวลจากความเป็นไปได้ที่จะขาดทุน ทำให้ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
  • ความยั่งยืนในระยะยาว (Long-Term Sustainability): เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมุ่งเน้นการเติบโตอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการควบคุมความเสี่ยงอย่างมีวินัย

ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเทรด

เทรดเดอร์จำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับการเทรด ซึ่งอาจเกิดจากความผันผวนของตลาดหรือสภาพคล่องของเครื่องมือการลงทุน ตัวอย่างความเสี่ยงในการเทรดมีดังนี้:

ความเสี่ยงจากตลาด:
ความเสี่ยงจากตลาดหมายถึงความเป็นไปได้ที่จะขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่เป็นไปตามคาดในตลาดการเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่พบได้บ่อยที่สุดในการเทรด เช่น:

  • ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็วจากผลประกอบการที่แย่เกินคาด
  • ความผันผวนในตลาดฟอเร็กซ์ที่เกิดจากการตัดสินใจของธนาคารกลางหรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk):
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์ไม่สามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคา

  • พยายามปิดออเดอร์จำนวนมากในหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำ อาจทำให้เกิด Slippage
  • การซื้อขายคู่เงินแปลกใหม่ (Exotic Currency Pairs) ที่มีสภาพคล่องต่ำ

ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ (Leverage Risk):
เลเวอเรจช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็ขยายขนาดของการขาดทุนเช่นกัน ซึ่งจะเพิ่มความไวต่อการเคลื่อนไหวของราคาแม้เพียงเล็กน้อย

  • การเปลี่ยนแปลงของราคาที่ 1% ในออเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจสูง อาจทำให้ทุนในบัญชีเปลี่ยนแปลงถึง 10%
  • การโดน Margin Call เนื่องจากยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอต่อการรักษาออเดอร์ที่มีเลเวอเรจ

ความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk):
เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากโบรกเกอร์ ตลาด หรือคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันทางการเงินได้

  • โบรกเกอร์ล้มละลาย ส่งผลให้บัญชีลูกค้าและเงินทุนถูกระงับ
  • คู่สัญญาผิดนัดชำระในตลาด OTC (Over-the-Counter)

ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk):
เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแค่ตลาดหรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง

  • วิกฤตการณ์ทางการเงิน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008
  • เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อความผันผวนของตลาดทั่วโลก

ความเสี่ยงด้านจิตวิทยาและการเทรดด้วยอารมณ์

ปัจจัยทางจิตวิทยามักจะเพิ่มความเสี่ยงในการเทรด แม้แต่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็สามารถล้มเหลวได้หากมีอารมณ์เข้ามาแทรกแซงในการตัดสินใจ ความเสี่ยงทางอารมณ์ที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ความกลัว: ทำให้เทรดเดอร์ปิดออเดอร์เร็วเกินไป หรือหลีกเลี่ยงโอกาสในการเข้าเทรด
  • ความโลภ: ผลักดันให้ใช้เลเวอเรจสูงเกินไป หรือเข้าเทรดโดยไม่มีการวิเคราะห์ที่เหมาะสม
  • ความมั่นใจเกินไป: ทำให้มองข้ามความเสี่ยงหลังจากประสบความสำเร็จติดต่อกันหลายครั้ง
  • ความใจร้อน: ส่งผลให้เทรดเดอร์เบี่ยงเบนจากแผนการ และเข้าเทรดโดยไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายด้านการจัดการความเสี่ยง

การตั้งเป้าหมายด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของกลยุทธ์การเทรดโดยรวมของเทรดเดอร์ ทุกคนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และต้องปฏิบัติตามอย่างมีวินัย

เหตุผลที่เป้าหมายด้านการจัดการความเสี่ยงมีความสำคัญ:

  • เพื่อกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และช่วยปกป้องเงินทุน
  • เพื่อป้องกันการตัดสินใจด้วยอารมณ์ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน
  • เพื่อให้การเทรดสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน และรักษาความมีวินัยอย่างต่อเนื่อง

การเทรดโดยไม่มีเป้าหมายด้านความเสี่ยง ก็เหมือนกับการล่องเรือโดยไม่มีแผนที่ — แม้อาจไปถึงจุดหมายได้ แต่การเดินทางจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ขั้นตอนสำคัญในการตั้งเป้าหมายด้านการจัดการความเสี่ยง

  1. กำหนดระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ (Risk Tolerance)

Risk Tolerance คือระดับความเสี่ยงหรือจำนวนเงินที่คุณยอมขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้งหรือภายในช่วงเวลาหนึ่ง

ปัจจัยที่มีผลต่อ Risk Tolerance:

  • ศักยภาพทางการเงิน: คุณสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหนจากเงินทุนทั้งหมด? โดยทั่วไป แนะนำให้เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของบัญชีต่อหนึ่งออเดอร์
  • ความสามารถทางอารมณ์: คุณสามารถรับมือกับการขาดทุนได้ดีแค่ไหนโดยไม่สูญเสียวินัยในการเทรด?
  • ประสบการณ์: เทรดเดอร์มือใหม่มักจะมีความทนทานต่อความเสี่ยงน้อยกว่า ส่วนเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักรับมือกับความเสี่ยงได้มากกว่า

ตัวอย่าง: หากคุณมีบัญชี $10,000 และตั้งใจจะเสี่ยงไม่เกิน 1% ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เท่ากับคุณจะเสี่ยงไม่เกิน $100 ซึ่งช่วยให้คุณอยู่ในตลาดได้แม้เจอการขาดทุนหลายครั้งติดต่อกัน

  1. กำหนดอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-Reward Ratio)

อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบผลกำไรที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่ยอมรับในแต่ละการเทรด เช่น 1:2 หรือ 1:3

ตัวอย่าง:

  • Swing trader มักตั้งเป้าไว้ที่ 1:2 หรือ 1:3
  • Scalper อาจยอมรับอัตราส่วนที่ต่ำกว่าเนื่องจากมีความถี่ในการเทรดสูง

การมีอัตราส่วนที่ดีช่วยให้คุณยังสามารถทำกำไรได้ แม้ว่าคุณจะแพ้มากกว่าชนะในจำนวนเทรดทั้งหมด

  1. ตั้งขีดจำกัดการขาดทุนรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน

การตั้งขีดจำกัดการขาดทุนช่วยป้องกันไม่ให้เทรดเดอร์เทรดเกินตัวหรือพยายาม “เอาคืน” ซึ่งมักนำไปสู่การขาดทุนมากขึ้น

ตัวอย่าง:

  • ขีดจำกัดการขาดทุนรายวัน = ไม่เกิน 5%
  • ขีดจำกัดการขาดทุนรายสัปดาห์ = ไม่เกิน 15%

หากถึงขีดจำกัดที่ตั้งไว้ ต้องหยุดเทรดทันทีเพื่อควบคุมความเสี่ยง

  1. กำหนดกฎการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation Rules)

วางแผนว่าจะจัดสรรเงินทุนเท่าไหร่ให้กับการเทรดแต่ละครั้ง ตลาดแต่ละประเภท หรือสินทรัพย์แต่ละตัว

  • หลีกเลี่ยงการนำเงินทั้งหมดไปไว้ในออเดอร์เดียว
  • กระจายความเสี่ยง (Diversify) เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
  1. ตั้งเป้าหมายตามกรอบเวลา (Time-Based Goals)

กลยุทธ์บางประเภทเหมาะกับระยะสั้น เช่น Day Trading ขณะที่บางกลยุทธ์เหมาะกับการถือระยะยาว เช่น Position Trading

  • เทรดเดอร์รายวันควรใช้ Stop-Loss ที่แคบลงเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนภายในวัน
  • นักลงทุนระยะยาวอาจกำหนด Stop-Loss ที่กว้างขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนในภาพใหญ่

เครื่องมือและกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยง

การเทรดในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องใช้เครื่องมือและกลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจสภาวะตลาดได้ดีขึ้น ช่วยให้กระบวนการเทรดเป็นแบบอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม

ในหัวข้อนี้ เราจะพูดถึงเครื่องมือและกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งสามารถยกระดับแนวทางการบริหารความเสี่ยงของคุณได้อย่างมีนัยสำคัญ

เครื่องมือสำหรับการบริหารความเสี่ยง

มีเครื่องมือเชิงปริมาณมากมายที่เทรดเดอร์สามารถใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการเทรดได้ โดยเทรดเดอร์มักใช้เครื่องมือเหล่านี้แยกกันหรือใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง

คำสั่งหยุดขาดทุน (Stop Loss Orders)

คำสั่งหยุดขาดทุนคือคำสั่งที่ช่วยให้ระบบปิดสถานะอัตโนมัติหากราคาขยับสวนทางกับคุณจนถึงระดับที่กำหนด จุดประสงค์คือเพื่อจำกัดการขาดทุนและปกป้องเงินทุนจากความผันผวนของตลาดที่รุนแรงเกินไป

เทรดเดอร์มักใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการวางตำแหน่งของคำสั่งหยุดขาดทุน โดยมักจะตั้งไว้ต่ำกว่าระดับแนวรับ หรือสูงกว่าระดับแนวต้านเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการตั้งจุดหยุดขาดทุนใกล้จุดเข้าเทรดเกินไป เพราะอาจถูกตัดออกจากตำแหน่งด้วย “เสียงรบกวน” ปกติของตลาด

ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อหุ้น Apple ที่ราคา 150 ดอลลาร์ต่อหุ้น การตั้งจุดหยุดขาดทุนไว้ที่ 145 ดอลลาร์จะทำให้สถานะของคุณถูกปิดโดยอัตโนมัติหากราคาลดลงต่ำกว่า 145 ดอลลาร์

คำสั่งทำกำไร (Take-Profit Orders)

คำสั่งทำกำไรคือคำสั่งที่ใช้ปิดสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อให้คุณสามารถล็อกกำไรได้ จุดประสงค์หลักคือการทำให้การทำกำไรเป็นแบบอัตโนมัติ และลดความเสี่ยงจากความโลภที่อาจทำให้คุณถือสถานะไว้นานเกินไป

ในฐานะเทรดเดอร์ คุณควรกำหนดระดับทำกำไรโดยอิงตามอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (เช่น ตั้งเป้ากำไรไว้ที่ 2 เท่าหรือ 3 เท่าของระยะห่างจากจุดหยุดขาดทุน) และควรปรับระดับทำกำไรแบบไดนามิกในตลาดที่มีแนวโน้มเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร

ตัวอย่างเช่น หากคุณเปิดสถานะขาย (short) ดัชนี NASDAQ ที่ 15,000 จุด และตั้งจุดทำกำไรไว้ที่ 14,800 จุด ระบบจะปิดสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อราคาลดลงมาถึงจุดดังกล่าว ส่งผลให้คุณได้กำไร 200 จุดทันที

เครื่องคำนวณความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-Reward Calculators)

เครื่องมือนี้ใช้สำหรับประเมินผลตอบแทนที่เป็นไปได้ของการเทรดเมื่อเทียบกับความเสี่ยง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละการเทรดมีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยทั่วไปคือ 1:2 ขึ้นไป

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเทรดเดอร์:

  • ควรใช้เครื่องมือนี้ก่อนเข้าซื้อขายจริง เพื่อกรองการเทรดที่มีโอกาสทำกำไรต่ำออก
  • ยึดมั่นในการเข้าเทรดเฉพาะที่มีอัตราส่วนขั้นต่ำอย่างน้อย 1:2 เพื่อรักษาความคาดหวังทางสถิติในระยะยาวให้อยู่ในเชิงบวก

ตัวอย่าง: การเทรดที่มีความเสี่ยง $50 เพื่อหวังผลตอบแทน $150 เท่ากับมีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ที่ 1:3

เครื่องคำนวณขนาดสัญญา (Position Size Calculators)

เป็นเครื่องมืออีกประเภทหนึ่งที่ใช้ในการคำนวณขนาดการเทรดที่เหมาะสม โดยอ้างอิงจากขนาดบัญชีของคุณ, ความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้, และระยะห่างของจุดตัดขาดทุน (Stop-loss) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการรับความเสี่ยงมากเกินไป และช่วยให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอในแต่ละการเทรด

แนวทางปฏิบัติสำหรับเทรดเดอร์:

  • ควรอัปเดตค่าการคำนวณเป็นประจำ เมื่อยอดเงินในบัญชีเปลี่ยนแปลง
  • ควรคำนึงถึงความผันผวนของตลาดเมื่อตั้งค่า Stop-loss และขนาดสัญญา

ตัวอย่าง: หากมีบัญชี $10,000 และยอมรับความเสี่ยง 2% ต่อการเทรด โดยตั้ง Stop-loss ไว้ที่ 50 pips เครื่องคำนวณขนาดสัญญาอาจแนะนำให้เปิดออเดอร์ขนาด 2 mini lots (20,000 หน่วย)

อินดิเคเตอร์วัดความผันผวน

เป็นเครื่องมืออย่างเช่น Average True Range (ATR) และ Bollinger Bands ที่ใช้ในการวัดความผันผวนของตลาด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เทรดเดอร์กำหนดระดับ Stop-loss และขนาดสัญญาที่เหมาะสมตามสภาพตลาด

แนวทางปฏิบัติสำหรับเทรดเดอร์:

  • ใช้ ATR เพื่อปรับระดับ Stop-loss อย่างยืดหยุ่นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
  • ใช้ Bollinger Bands เพื่อติดตามสัญญาณการเบรกเอาต์หรือกลับตัวของราคา

ตัวอย่าง: หากค่า ATR ของคู่เงิน EUR/USD อยู่ที่ 100 pips การตั้ง Stop-loss ภายในระยะนี้อาจทำให้โดนตัดขาดทุนก่อนราคาเคลื่อนกลับไปในทิศทางที่ต้องการ

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง (Strategies for Risk Management)

มีกลยุทธ์เชิงคุณภาพหลายรูปแบบที่ช่วยให้เทรดเดอร์ลดความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กฎ 1% หรือ 2%

กฎนี้คือการจำกัดเงินทุนที่คุณจะเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งให้อยู่ที่ไม่เกิน 1% หรือ 2% ของยอดเงินในบัญชีทั้งหมด เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับการขาดทุนต่อเนื่องหลายครั้งโดยไม่ทำให้บัญชีเสียหายหนักจนฟื้นตัวยาก

แนวทางการใช้:

  • ใช้กฎนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมั่นใจในดีลแค่ไหน
  • ในสภาวะตลาดผันผวนหรือไม่แน่นอน ควรลดความเสี่ยงเหลือ 1%

ตัวอย่าง: หากคุณมีบัญชีเทรดมูลค่า $25,000 การเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อดีล จะเท่ากับเสี่ยงสูงสุด $500 ต่อคำสั่งซื้อขายหนึ่งครั้ง

การกระจายความเสี่ยง

การกระจายความเสี่ยงคือการแบ่งเงินลงทุนไปยังตลาด สินทรัพย์ หรือเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพาการเทรดเพียงรายการเดียวหรือภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง กลยุทธ์นี้ช่วยลดความเสี่ยง เพราะหากขาดทุนในบางสินทรัพย์ อาจชดเชยได้ด้วยกำไรจากอีกส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงยังช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม ส่งผลให้ผลการลงทุนมีความเสถียรในระยะยาวมากขึ้น

แนวทางในการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม:

  • กระจายการเทรดในหลายตลาด เช่น ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี และหุ้น
  • ลงทุนในภูมิภาคที่หลากหลาย เช่น ตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
  • เลือกสินทรัพย์ให้สมดุล เช่น ใช้ทองคำหรือพันธบัตรเป็นสินทรัพย์หลบภัยเพื่อลดความเสี่ยงของหุ้นที่มีความผันผวนสูง

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์คือการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างเครื่องมือการเทรดสองรายการ เพื่อประเมินว่าการเคลื่อนไหวของราคามีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน โดยความสัมพันธ์สามารถเป็นได้ทั้งบวก (ราคาขยับไปในทิศทางเดียวกัน) หรือ ลบ (ราคาขยับสวนทางกัน)

กลยุทธ์นี้ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเสี่ยงซ้ำซ้อน เพราะการเปิดสถานะในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหากทั้งสองรายการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดไว้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตและเพิ่มเสถียรภาพโดยรวม

ตัวอย่าง:

  • ความสัมพันธ์เชิงบวก: คู่เงิน EUR/USD กับ GBP/USD มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นไม่ควรเปิดสถานะซื้อทั้งสองพร้อมกันเพื่อลดความเสี่ยงซ้ำซ้อน
  • ความสัมพันธ์เชิงลบ: คู่เงิน USD/JPY กับราคาทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกัน นักเทรดสามารถใช้โอกาสนี้ในการป้องกันความเสี่ยง (hedge) โดยถือครองทั้งสองสถานะร่วมกัน

เทรลลิ่งสต็อป

เทรลลิ่งสต็อปคือคำสั่งหยุดขาดทุนที่ปรับตัวอัตโนมัติตามราคาตลาดเมื่อราคาขยับไปในทิศทางที่คุณได้เปรียบ โดยจะช่วยล็อกกำไรไว้ในขณะที่ยังเปิดโอกาสให้ราคาวิ่งต่อในเทรนด์ได้ โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา และลดการตัดสินใจที่เกิดจากอารมณ์ เทรลลิ่งสต็อปจึงเหมาะมากกับการเทรดในตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน

ตัวอย่าง:
หากคุณตั้งเทรลลิ่งสต็อปไว้ที่ 50 pip ในคู่เงิน ที่คุณเปิดซื้อที่ราคา 1.2000 แล้วราคาขยับขึ้นไปที่ 1.2050 ระบบจะเลื่อน stop-loss ของคุณจาก 1.1950 มาเป็น 1.2000 โดยอัตโนมัติ เพื่อปกป้องกำไรที่ได้มา

ยังมีเครื่องมือและกลยุทธ์อีกมากมายที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงในการเทรด ซึ่งขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม “วินัยในการปฏิบัติตามแผน” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในความสำเร็จของการจัดการความเสี่ยง.

การจัดการเลเวอเรจและมาร์จิ้น

เลเวอเรจเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบหลักของการเทรด CFD แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เลเวอเรจช่วยให้เทรดเดอร์ใช้เงินทุนเพียงเล็กน้อยในการเปิดสถานะขนาดใหญ่ในตลาดได้

เลเวอเรจมักแสดงในรูปแบบอัตราส่วน เช่น 100:1, 50:1, 30:1 หรือ 10:1

ตัวอย่างเช่น หากใช้เลเวอเรจ 100:1 เทรดเดอร์จะใช้เงินทุนเพียง $100 เพื่อเปิดสถานะขนาด $100,000 (100 เท่าของเงินทุนเริ่มต้น)

หากเป็นเลเวอเรจ 10:1 เงินทุนที่ต้องใช้ในการเปิดสถานะ $100,000 จะเท่ากับ $1,000

เลเวอเรจสามารถช่วยเพิ่มกำไรได้อย่างมากหากราคาขยับไปในทิศทางที่เทรดเดอร์คาดการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถขาดทุนได้รุนแรงเช่นกัน หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่เปิดไว้ และในบางกรณีอาจขาดทุนเกินกว่าเงินทุนเริ่มต้นด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศจึงกำหนดให้มีระบบ “Negative Balance Protection” เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าขาดทุนเกินยอดเงินฝาก โดยระบบจะปิดสถานะโดยอัตโนมัติหากขาดทุนสะสมเกินยอดเงินที่ฝากไว้.

ตัวอย่างของการใช้เลเวอเรจในการเทรด CFD:

คุณตัดสินใจเทรด CFD ในคู่สกุลเงิน EUR/USD โดยคุณเชื่อว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น และโบรกเกอร์ของคุณเสนอเลเวอเรจ 30:1 ซึ่งหมายความว่าคุณต้องวางเงินมาร์จิ้นเพียง 3.33% ของมูลค่าการเทรดทั้งหมด

  • ขนาดการเทรด: $10,000
  • มาร์จิ้นที่ต้องใช้: $10,000 ÷ 30 = $333.33

ด้วยเงินฝากเพียง $333.33 คุณสามารถถือสถานะการเทรดมูลค่า $10,000 ได้ เลเวอเรจนี้สามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของการเทรดอย่างมีนัยสำคัญ (ทั้งกำไรและขาดทุน)

  • หากราคาคู่สกุลเงิน EUR/USD เพิ่มขึ้น 1% คุณจะได้กำไร $100 (1% ของ $10,000)
  • กำไร: $100 ÷ $333.33 = กำไร 30% จากมาร์จิ้นของคุณ

แม้ผลตอบแทนนี้จะดูน่าประทับใจเมื่อเทียบกับเงินลงทุนเริ่มต้นที่น้อยมาก แต่เลเวอเรจสามารถส่งผลในทางตรงกันข้ามได้เช่นกัน

กรณีที่ 2: ราคาขยับสวนทางกับคุณ

  • หากราคาคู่ EUR/USD ลดลง 1% คุณจะขาดทุน $100 (1% ของ $10,000)
  • ขาดทุน: $100 ÷ $333.33 = ขาดทุน 30% ของมาร์จิ้นของคุณ

หากคู่ EUR/USD ลดลง 3.33% คุณจะสูญเสียเงินมาร์จิ้น $333.33 ทั้งหมด

ทั้งนี้ ระดับเลเวอเรจที่โบรกเกอร์เสนอจะแตกต่างกันไปตามสินทรัพย์ CFD ที่เทรด โดยปกติ คู่สกุลเงินหลัก จะมีเลเวอเรจสูงสุด ขณะที่คริปโต CFD มักมีเลเวอเรจต่ำสุดเนื่องจากความผันผวนสูง

เทรดกับ Ultima Markets

Ultima Markets เป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง และเป็นแพลตฟอร์มการเทรดแบบมัลติแอสเซทที่เปิดให้เทรด CFD มากกว่า 250 รายการ ครอบคลุม Forex, สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี และหุ้น เรารับประกันสเปรดที่แคบและการดำเนินคำสั่งที่รวดเร็ว ปัจจุบันเราให้บริการลูกค้าจากกว่า 172 ประเทศทั่วโลกด้วยระบบการเทรดที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือ

Ultima Markets ได้รับรางวัลมากมายในปี 2024 เช่น Best Affiliates Brokerage Best Fund Safety จากเวที Global Forex Awards และ Best APAC CFD Broker จาก Traders Fair 2024 ณ ฮ่องกง

Ultima Markets ยังเป็นโบรกเกอร์ CFD รายแรกที่เข้าร่วม UN Global Compact เพื่อแสดงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน และส่งเสริมการให้บริการทางการเงินอย่างมีจริยธรรม

Ultima Markets เป็นสมาชิกของ The Financial Commission ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับสากลที่ช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในตลาด Forex และ CFD

ลูกค้าทุกคนของ Ultima Markets ยังได้รับความคุ้มครองจากประกันของ Willis Towers Watson (WTW) โบรคเกอร์ประกันระดับโลกที่ก่อตั้งในปี 1828 ซึ่งให้สิทธิ์เคลมความเสียหายสูงสุดถึง 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อบัญชี

เปิดบัญชี  กับUltima Markets วันนี้ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางการเทรด CFD ดัชนีในระดับสากลของคุณ

แชร์เลย

  • Article Details
  • Article Details
  • Article Details

Disclaimer:ความคิดเห็น ข่าว งานวิจัย การวิเคราะห์ ราคา และข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในบทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปแก่ผู้อ่านเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาเป็นคำแนะนำใด ๆ ทั้งสิ้น บริษัท Ultima Markets ได้ดำเนินการตามสมควรเพื่อให้ข้อมูลมีความทันสมัย อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลได้ และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ Ultima Markets จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้

สารบัญ

  • 1.ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการเทรด
  • 2.การตั้งเป้าหมายด้านการจัดการความเสี่ยง
  • 3.เครื่องมือและกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยง
  • 4.กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง (Strategies for Risk Management)
  • 5.การจัดการเลเวอเรจและมาร์จิ้น
  • 6.เทรดกับ Ultima Markets
Ultimate Trader Cup

Thank you for visiting the Ultima Markets website. Please note that this website is intended for individuals residing in jurisdictions where accessing is permitted by law. Ultima and its affiliated entities do not operate in your home jurisdictions.

By clicking on ''Acknowledge'', you confirm that you are entering this website solely based on your initiative and not as a result of any specific marketing outreach. You wish to obtain information from this website based on reverse solicitation principles, in accordance with the applicable laws of your home jurisdiction.